เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระราชบัญญัติมาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2568 โดยพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว ให้ใช้บังคับถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา มีการแก้ไขหลักการในสาระสำคัญและเพิ่มหน้าที่และอำนาจในการไต่สวนคดีให้กับสำนักงาน ป.ป.ท. ดังนี้
1. แก้ไขบทนิยามคำว่า "ประพฤติมิชอบ" โดยกำหนดให้การฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติ ตามกฎหมาย ระเบียบ หรือข้อบังคับ เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ การกระทําความผิดทางวินัย แต่ไม่รวมถึงทุจริตต่อหน้าที่เป็นความผิดประพฤติมิชอบ เพื่อให้สํานักงาน ป.ป.ท. มีอํานาจในการดําเนินคดีวินัยและอาญากับเจ้าหน้าที่ของรัฐในฐานความผิดประพฤติมิชอบด้วยตนเอง โดยไม่ต้องรอมอบหมายจากหน่วยงานอื่น
2. การรับส่งสํานวนคดีทุจริตต่อหน้าที่จากคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีการบัญญัติรองรับทั้งมอบหมายเป็นการทั่วไป และมอบเป็นเรื่องๆ ไป ให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น
3. ระยะเวลาดําเนินการไต่สวน ให้มีความรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยให้เริ่มดําเนินการไต่สวนภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับเรื่อง และต้องดําเนินการไต่สวนให้แล้วเสร็จภายใน 2 ปี ขอขยายได้ไม่เกิน 3 ปี เว้นแต่เป็นคดีที่ต้องไต่สวนหรือขอรับเอกสารจากต่างประเทศให้ขยายระยะเวลาออกไปเท่าที่จําเป็น แต่รวมแล้วไม่เกิน 5 ปี
4. การดําเนินการทางวินัย ผู้บังคับบัญชาต้องลงโทษตามฐานความผิดที่คณะกรรมการ ป.ป.ท. ชี้มูลภายใน 60 วัน และหากไม่ดําเนินการโดยไม่มีเหตุอันควร ให้ถือว่าเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง
5. การออกหมายจับและอํานาจในการจับกุมผู้กระทําผิด กำหนดให้คณะกรรมการ ป.ป.ท. หรือผู้ที่คณะกรรมการ ป.ป.ท. มอบหมาย มีอํานาจดําเนินการโดยตรงในการยื่นคำร้องขอให้ศาลที่มีเขตอํานาจ ออกหมายจับ เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ท. มีมติชี้มูล หากมีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้ถูกกล่าวหาจะหลบหนี และในการจับหรือควบคุมตัว
คณะกรรมการ ป.ป.ท. จะมอบหมาย พนักงาน ป.ป.ท. หรือเจ้าหน้าที่ ป.ป.ท. หรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตํารวจ ดําเนินการแทนก็ได้ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาการทุจริตและประพฤติมิชอบของสำนักงาน ป.ป.ท. มีประสิทธิภาพและสอดคลัองกับสถานการณ์ในปัจจุบันยิ่งขึ้น